ศรัทธา อุตสาหะ สามัคคี คุณค่าที่แฝงไว้ใน ประเพณีแห่เทียนพรรษา

ในฐานะลูกหลานชาวอุบลราชธานี ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของพวกเราทุกคนไม่มากก็น้อย เพราะนี่คือ ประเพณีสำคัญยิ่งใหญ่ประจำปีของจังหวัด เด็กนักเรียน ข้าราชการ ร้านค้า จะต้องได้มีส่วนร่วมในขบวนแห่ สมัยอยู่ชั้นประถมยังจำได้ดี เพราะเป็น “เด็กโรงเรียนวัด (ศรีอุบลรัตนาราม)” ซึ่งแอบมีความภาคภูมิใจว่าไม่ได้เป็นเด็กวัดธรรมดา แต่เป็นถึงวัดหลวงพระราชทาน และแน่นอน ความคาดหวังของการมีส่วนร่วมก็ต้องมากเป็นธรรมดา จำได้ว่าต้องเข้าฝึกซ้อมรำขบวนแห่ ร่วมกับเพื่อนๆ จำนวนมาก กลายเป็นวาระแห่งชาติ ที่ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมในการเตรียมชุดนางรำ ไปรับไปส่ง ระหว่างซ้อมรำ จนถึงวันที่ต้องมารอร่วมขบวนแห่ต้นเทียน ตั้งแต่เช้าตรู่ ถึงแม้ คิวขบวนแห่ของต้นเทียนจะปาเข้าไปเกือบเที่ยง นับเป็นช่วงเวลา ที่เมืองอุบลทั้งเมือง อบอวลไปด้วยงานแห่เทียนพรรษา ความชื่นมื่น และงานบุญ เท่าที่จำความได้….

ย้อนกลับมา ในยุคปัจจุบัน หลายอย่างได้เปลี่ยนรูปแบบ ตามกาลเวลา เราเองก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเริ่มมีคำถาม สิ่งที่สืบทอดต่อกันมา และการสร้างอัตลักษณ์ให้กับจังหวัดของตัวเอง ว่า “ทำไม เราถึงต้องอนุรักษ์ ประเพณีแห่เทียนพรรษาให้คงอยู่ และมีความจำเป็นแค่ไหน ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ที่คนรุ่นใหม่ ควรจะต้องรู้จัก และร่วมรักษาประเพณีนี้ไว้ ประเพณีนี้ ได้สอนอะไรให้กับคนรุ่นหลัง นอกเหนือจากคำว่า นี่คือ “ประเพณี” ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จงเชื่อศรัทธา ยิ่งในโลกปัจจุบัน ที่ทุกอย่างเป็นอิสระ ไร้พรมแดน ผู้คนเดินทางย้ายถิ่นฐาน ความจำเป็นที่ต้องมีอัตลักษณ์พื้นถิ่นใดพื้นถิ่นหนึ่ง ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นอยู่หรือไม่ เราเชื่อว่าการที่เราจะอนุรักษ์สิ่งใดไว้ “เหตุผลของการคงอยู่” สำคัญมาก ว่าสิ่งนั้นได้สะท้อนคุณค่าอะไรบางอย่าง ให้คนในยุคปัจจุบันรู้สึกอยากจะหวงแหนไว้ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเพณีแห่เทียนพรรษา แต่ทุกบริบท ของการเลือกที่จะ “ทิ้ง” หรือ เลือกที่จะ “อนุรักษ์” เป็นคำถามที่เราอยากค้นหาคำตอบ ความสำคัญของการมี “รากเหง้า” ของตนเอง เราจึงได้ออกไปสังเกต พูดคุย กับชุมชนคนทำต้นเทียน ในคุ้มวัดหลักๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งปีนี้ ได้ปรับรูปแบบการจัดงานเนื่องด้วยสถานการณ์ของโรคระบาดครั้งใหญ่ …ที่เกือบทำให้จังหวัดอุบลฯ ไม่มีงานแห่เทียนพรรษาเกิดขึ้น

เรา ได้มีโอกาสพูดคุยกับช่างใหญ่ “ช่างสุรชัย จันทรส่อง” ผู้อยู่เบื้องหลัง รางวัลชนะเลิศต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ จากวัดพลแพน เมื่อปีที่ผ่านมา พี่สุรชัย คร่ำหวอดทำต้นเทียนมากว่า 30 ปี ก่อนที่จะได้ขึ้นมาเป็นนายช่างใหญ่ ดูแลออกแบบต้นเทียนของวัดพลแพนทั้งหมด แถมคว้ารางวัลมาทุกปี พี่สุรชัย เล่าด้วยความภาคภูมิใจที่แกสามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ทั้งๆ ที่จบแค่ ป.4 แกเริ่มต้น รับหน้าที่ เจเนอรัล เบ้ ประจำวัด ทำทุกอย่าง รวมถึง สัปเหร่อ จากนั้น ค่อยๆ ไต่เต้า ครูพักลักจำ ยกระดับฝีมือ และด้วยความวิริยะอุตสาหะของแก ทำให้พี่สุรชัย กลายเป็นช่างเทียนติดพิมพ์ ฝีมือระดับต้นๆ ของจังหวัดอุบลหรือระดับประเทศก็ว่าได้ แกรับทำต้นเทียนน้อยใหญ่ ทั่วเมืองอุบล รวมถึงทั่วประเทศ เป็นนักล่าเงินรางวัล ตรงไหนมีตังค์ จ้างแก แกก็ไป

ความละเอียด และหลายขั้นตอนในการทำต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ ทีประกอบด้วยช่างอัดลาย ช่างตัดลาย

พี่สุรชัย บอก งานติดพิมพ์ นั้นมีรายละเอียดเยอะกว่างานแกะสลัก ช่างทำ ก็เหลือน้อยลงไปทุกที ถ้าไม่มีการอนุรักษ์ไว้ และการทำต้นเทียนสมัยนี้ ก็ไม่เหมือน สมัยก่อน ที่ชาวบ้านทุกคนออกมาช่วยกัน แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นธุรกิจ ต้องใช้เงินจ้าง ก็คงต้องยอมรับ ช่างเทียน ก็เป็นอีกอาชีพ ที่ต้องใช้เงินทุนในการสร้างผลงานชิ้นเอก เหมือนกับการทำงานอาชีพอื่นๆ เงินสนับสนุน การสร้างทักษะให้กับช่างรุ่นใหม่ๆ ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ น่าจะเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ให้คนรุ่นใหม่ ยอมสนใจกลับมาทำงานช่าง และงานคราฟท์ ที่ต้องใช้เวลาทำมากกว่างานยอดนิยม ที่เพียงแค่ ไลฟ์ขายของ ทำคลิป ก็ได้เงินมากกว่า แต่สิ่งที่งานช่างให้มากกว่า คือ ผลงานศิลปะที่เกิดจากภูมิปัญญาการสร้างสรรค์ของช่างทำเทียน

ต้นเทียน จังหวัดอุบลราชธานี ยังเป็นที่เดียวที่ ช่างทำต้นเทียนได้บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ซึ่งทำให้เด็กๆ คนรุ่นหลังที่มาชม ได้รู้ ตอนนี้คนห่างวัด เจ้าชายสิทธัตถะ พระนางสิริมาหามายา เป็นใครก็ยังไม่รู้เลย – ช่างสุรชัยกล่าว
ช่างทำเทียน ต้องรู้เรื่องพุทธประวัติ ไม่รู้ทำต้นเทียนไม่ได้ จะต้องสามารถถ่ายทอดเล่าให้คนที่มาดูรับรู้ได้

ระหว่างที่เราพูดคุยกับพี่สุรชัย ช่างคนอื่นๆ เริ่มทยอยเข้ามาเก็บรายละเอียดต้นเทียน เพราะ วันนี้เป็นวันสุดท้าย ก่อนที่วันรุ่งขึ้น (3 กรกฎาคม) ต้นเทียนจาก 4 คุ้มวัด ได้แก่ วัดพลแพน (ประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่) วัดมหาวนาราม (ประเภทติดพิมพ์ขนาดกลาง) วัดผาสุการาม (ประเภทแกะสลักขนาดใหญ่) และวัดเลียบ (ประเภทแกะสลักขนาดกลาง) วัดเมืองเดช (ประเภทต้นเทียนโบราณทำจากวัสดุธรรมชาติ) ที่ได้รับคัดเลือกให้นำต้นเทียนมาโชว์ ในงานประเพณีแห่เทียนพรรษาวิถีใหม่ที่จัดขึ้น ในปีนี้ ตามคำสั่งรัฐบาล

เราเดินเข้าไปคุยกับช่างจัดดอกไม้ สอบถามว่า มีหลักในการเลือกดอกไม้มาตกแต่งต้นเทียน อย่างไรบ้าง เธอบอก ก็ต้องเป็นดอกไม้ที่อยู่ได้นาน เพราะต้นเทียนต้องไปตั้งโชว์ เจอแดด และอากาศที่ร้อนหลายวัน และจะต้องมีทีมงานคอยฉีดน้ำให้เทียนไม่ละลาย และดอกไม้ไม่ให้เหี่ยวเร็ว เราถาม ต่อว่า แล้วปกติ รับจัดดอกไม้อยู่ที่ไหน ด้วยฝีมือการจัดที่คล่องแคล่ว รวดเร็ว ดุจมืออาชีพ เธอต้องมีร้านจัดดอกไม้ที่ไหนสักแห่ง ช่างจัดดอกไม้ หันมาบอก “เปล่า จัดให้เฉพาะต้นเทียนวัดพลแพน นี้เท่านั้น และทำมาทุกปี” เธอบอกก็อยู่ในคุ้มนี้ มีงานก็จะมาช่วยกันตลอด เป็นทีมตกแต่งต้นเทียนของวัดพลแพนก็ว่าได้ นับเป็นงานที่เป็นหน้าเป็นตาของคุ้ม จึงทำให้ทุกคนทุ่มเท สุดกำลัง

เราเริ่มเห็นภาพกิจกรรมและการรวมพลังความสามัคคีของคนในชุมชนที่ได้เกิดขึ้น ในการทำเทียนพรรษาของแต่ละคุ้มวัด ซึ่งหาได้ยากในชุมชนเมือง ที่ทุกคนต่างคนต่างอยู่ หาเช้ากินค่ำ กลับจากทำงานเข้าบ้านใครบ้านมัน

คุ้มวัดที่จัดทำต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแกะพิมพ์ เพื่อให้ช่างนำมาติดเป็นลวดลายบนต้นเทียน
ต้นเทียนประเภทแกะสลัก จากวัดเลียบ ต้นเทียนชนะเลิศ ขนาดกลาง จากปีที่แล้ว
ต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ ขนาดกลาง ชนะเลิศปีที่แล้ว จากวัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่)

หลังจาก ได้ใช้เวลาพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้องกับงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ทำให้เราพอจะได้ข้อสรุป คุณค่าของงานประเพณี ที่นอกเหนือจากการเป็นประเพณีที่สืบต่อมายาวนานนับร้อยปี และทำหน้าที่เป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดอุบลราชธานี ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ เรายังมองในมิติที่เกี่ยวข้องกับคนทั่วไป คือ เรื่องของความศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่ฝังแน่นในจิตวิญญาณของชาวอุบล นำมาซึ่งความมานะอุตสาหะ ในการทำต้นเทียนให้สำเร็จ วิจิตรสวยงามตระการตา และพลังความสามัคคี จากคนชุมชนที่ไม้ร่วมมือ ขับเคลื่อน นำไปสู่ผลสำเร็จ กลายเป็นศิลปะต้นเทียนพรรษาที่สวยงาม ที่คนในแต่ละคุ้มวัดภาคภูมิใจนั่นเอง

สำหรับผู้ที่สนใจ เข้าชมต้นเทียนอันงามวิจิตรเหล่านี้ สามารถเข้าร่วมงาน ประเพณีแห่เทียนพรรษาวิถีใหม่ ที่จัดขึ้น ณ ทุ่งศรีเมือง ระหว่างวันที่ 3-7 กรกฎาคม 2563

ผลงานต้นเทียนโบราณ ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ จากวัดเมืองเดชอัดม

Leave a Reply