เสือฮักบ้าน

Tiger Project ศิลปะจากผืนดิน ถิ่นเกิด

กว่า 20 ปี ของการใช้ชีวิตในสังคมเมืองใหญ่กับ 6 ปีของการก้าวเท้าออกจากสังคมเมืองกลับคืนสู่บ้านเกิด “เหล่าเสือโก้ก” อุบลราชธานี กับการสร้างฝัน “ไทเกอร์ โปรเจค” แบรนด์ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อพัฒนา ชุมชนบ้านเกิด

คำถามแรกนะคะ รบกวนแนะนำตัวเองก่อนค่ะ ทั้งตัวน้านุชและก็ทั้งโปรเจคที่ทำ

พรรวี สุรมูล นะคะ ชื่อเล่นชื่อนุช ตอนนี้อายุ 47 ปี เกิดปีเสือ อย่างที่ว่าไปว่าทำไมเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ที่ชื่อ ไทเกอร์ โปรเจค เป็นคนอุบลโดยกำเนิด จบมัธยมที่เบ็ญจะมะมหาราช พอถึงม.5 ก็สอบเทียบ เรียนต่อที่มหาลัยเชียงใหม่ คณะมนุษยศาสตร์ เอกการสื่อสารมวลชน พอจบการศึกษาเสร็จนะคะ ก็มาทำงานตรงสายเลยค่ะ มาทำงานในสายงานประชาสัมพันธ์ที่บริษัทโซนี่ มิวสิค เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ทำงานในส่วนของโปรโมทศิลปินต่างประเทศ แล้วก็มาทำประชาสัมพันธ์ของเซ็นทรัลค่ะ ทำของบีทูเอสซึ่งเป็นร้านหนังสือก็มีโอกาสได้ทำกิจกรรมเยอะ เราก็ทำหน้าที่ในการสร้างสรรค์คิดกิจกรรมเพื่อที่จะให้คนมาใช้บริการมาซื้อหนังสือ มาซื้อผลิตภัณฑ์ของบีทูเอส งานค่อนข้างหนักมาก เป็นโอกาสที่ได้เติบโตเพราะว่าเจ้านายก็ให้ทำเต็มที่ ก็ทำอยู่ได้ ประมาณ 1 ปีกว่าค่ะ ก็มีพี่แนะนำมาให้ทำเอเจนซี่ด้าน พีอาร์ หรือที่ปรึกษาด้านงานประชาสัมพันธ์ และก็ทำมาสักพัก ด้วยความที่ทำงานเอเจนซี่ก็จะมีความท้าทายหลายๆอย่าง ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่น้านุชก็สนใจที่จะทำงานเกี่ยวกับเรื่องของงานที่ตอบโจทย์ใน เรื่องของ passion ส่วนตัว ที่จริงๆตัวเองเป็นคนชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคม และก็ทำกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องของการ empower ชุมชน ประจวบเหมาะกับช่วงที่พอเทิร์น 13 ปี ที่เอเจนซี่ รู้สึกว่าอยากหาความท้าทายใหม่ๆให้กับตัวเอง เลยถือโอกาสอยากลองดูว่าตัวเองจะทำได้ขนาดไหน ลาออกจากงานที่ออฟฟิศ แล้วกลับมาอยู่ที่อุบล กลับมาทำนาที่เหล่าเสือโก้กซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณแม่ จริงๆ เราก็เป็นลูกหลานชาวนา คุณแม่ยกที่ให้ 5 ไร่ แล้วนุชก็สร้างบ้านดินและทำนา โดยที่ตัวเองไม่เคยทำนามาก่อนเลยค่ะ แต่ก็เห็นคนในชุมชนเขาก็ทำนา คือ ในตระกูลเราไม่ได้มีใครทำธุรกิจ ทุกคนก็รับราชการเป็นครูทำงานในกระทรวง อยากเริ่มทำอะไรของตัวเองอยากจะพัฒนที่นาที่คุณแม่ให้มา 5 ไร่ อยากที่จะมีชีวิตชนบทที่เรียบง่ายและชอบเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เราได้มีโอกาสกลับมาเจอคุณยายกลับมาเจอคุณตา ก็อยากจะเอาตรงนี้มาบอกเล่าด้วยความที่เราเองก็ทำงานสายพีอาร์และเราคิดว่าเรามีทักษะ ตรงนี้ เรารู้สึกว่าเรื่องราวของชุมชนเรามันน่าสนใจเพียงแต่มันไม่ถูกหยิบยกเอามาเล่าให้ได้น่าสนใจ เป็นโอกาสอันดีที่คนจะได้เห็นคุณค่าของชีวิตในชนบทที่มีเสน่ห์ทั้งในเรื่องของการเกื้อกูลกัน การอยู่อย่างแอบอิงธรรมชาติ ไม่ทำร้ายธรรมชาติและการอยู่ตามฤดูกาลแบบพึ่งพาตัวเอง ซึ่งหลังจากที่น้านุชมาอยู่ได้เข้าสู่ปีที่ 6 ก็สัมผัสได้แบบนั้นจริงๆ มันเป็นการขัดเกลาตัวเองจากเราเคยอยู่เมืองเราค่อยๆมาอยู่ในชนบท มันทำให้เรามีความละเอียดในความรู้สึกเยอะมากขึ้น ขัดเกลาให้เราเป็นคนที่ฟังและก็เข้าใจคนอื่นที่มีความแตกต่างจากเรา เขาจะไม่ได้รวดเร็วเหมือนคนเมือง แต่เขาก็มีวิธีการทำในจังหวะชีวิตของเขา

ทำให้น้านุชได้เข้าใจ เลยอยากที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของชุมชน งานวัดก็เข้าไปช่วยทำกิจกรรมให้มีความสัมพันธ์กันในชุมชนและก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนของเรา โดยเฉพาะพวกข้าวซึ่งก็เป็นหัวใจหลักของเกษตรในอีสาน น้านุชก็ปลูกข้าวเองเพื่อจะได้เรียนรู้ว่าชาวนาเขาต้องผ่านอะไรบ้างกว่าที่จะมาปลูกข้าว ถามว่าปัจจุบันปลูกข้าวเก่งไหม ยังไม่เก่งค่ะ ก็ยังเรียนรู้แต่ว่าระหว่างทางของการปลูกข้าวมันทำให้เราได้เคารพธรรมชาติ ในขณะเดียวกันเราก็ได้รู้จักเกษตรกรที่เขาปลูกนาอินทรีย์ เราก็อยากจะโปรโมท ก็มีการรับซื้อข้าวจากเกษตรกรมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้อง และก็โปรโมทข้าวหอมมะลิของบ้านเหล่าเสือโก้ก มีการรีแพคเกจดีไซน์ใช้ความคิดสร้างสรรค์คือไม่ได้ขายข้าวอย่างเดียว อยากจะให้ทุกคนรู้จักชุมชนและก็ให้ชุมชนเองเขาสามารถที่จะมีผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสามารถตั้งราคาที่ตัวเองพึงพอใจได้ ไม่ใช่ราคาที่ถูกและโดนกดราคา ตัวไทเกอร์ โปรเจค จะทำสินค้าหลักๆ ในเรื่องของสินค้าเกษตร ก็คือ ข้าวกล้อง ข้าวหอมมะลิจากเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ในอำเภอเหล่าเสือโก้ก และทำงานผ้าอันนี้เป็นงานที่ทำกับชุมชน ผ้าทอในส่วนของอุบลราชธานีทั้งเรื่องของการเอาผ้ามาแปรรูปและก็ล่าสุดเป็นเครื่องประดับที่หลายคนเห็นก็คือ เครื่องประดับในคอลเลคชั่น Weaving Dream ที่เอาผ้าทอมาทำงานกับดีไซน์เนอร์ ขณะเดียวกันเราไม่ได้หลงลืมเราก็มีการพูดถึงว่าผ้าที่เรานำมาเนี่ยมาจากชุมชนไหน ก็ตรงนี้ก็ได้การตอบรับค่อนข้างดีในแง่ของเป็นอะไรที่แปลกใหม่คนไม่เคยเห็นการเอาผ้าทอมาทำเป็นเครื่องประดับที่หน้าตาแบบเก๋ไก๋ โมเดิร์น ทันสมัย และก็อีก category นึงของผลิตภัณฑ์ในไทเกอร์ โปรเจค ก็คือ ตัวฟาร์ม ตัวบ้านดินที่น้านุชทำอยู่ตอนนี้ น้านุชก็เปิดเป็น Airbnb คนมาพัก ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เขาจะได้สัมผัสรู้จักกับวิถีชีวิตของชนบทก็จะประมาณนี้ค่ะ

Air bnb

รบกวนน้านุชตอบว่าไทเกอร์โปรเจคคืออะไรอีกทีได้ไหมคะ

ไทเกอร์ โปรเจค คือ แบรนด์ที่ทำงานกับชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานีโดยการนำผลิตภัณฑ์ของชุมชนมา ต่อยอดให้เป็นสินค้าที่มีความร่วมสมัยและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในเมืองค่ะ

แล้วทำไมถึงเลือก 4 products ที่บอกว่ามีข้าว มีAir bnb แล้วมีมัดย้อม แล้วก็Craft คะ

คือเป็น 4 อย่าง ที่ใกล้ตัวกับใกล้กับวิถีเราที่สุด เพราะว่าบ้านน้านุชก็เป็นเกษตรกร ฉะนั้นก็เลยเป็นที่มาทำไมเป็นข้าว ส่วนผ้า น้านุชเองเป็นคนชอบงานผ้ามาตั้งนานแล้ว สนใจงานย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้วก็ยิ่งพอเรากลับมาที่อุบลแล้วก็ได้ใกล้ชิดชุมชนที่เขาทำโดยเฉพาะกับชุมชนที่อยู่ตามริมโขงที่เขาปลูกฝ้ายเองแล้วก็ทอฝ้ายเอง เป็นวิถีที่เกี่ยวเนื่องกับชุมชนเลยเป็นสาเหตุที่เลือกมาทำ ส่วนที่เป็นบ้านดินอันนี้ก็อย่างที่บอกมันเริ่มต้นจากเรารักในธรรมชาติ เราต้องการอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ บ้านดินก็เป็นการสร้างบ้านหลังที่ 2 จริงๆ น้านุชก็มีบ้านในเมือง เพราะฉะนั้นก็มองหาบ้านที่ราคาไม่แพงสามารถที่จะ สนับสนุนและให้คนในชุมชนช่วยได้ คือไม่ได้มีโครงสร้างเหล็กอะไรมากมายและก็ราคาไม่แพงอยู่แล้วเย็นสบาย เปิดเป็นที่พักให้กับคนที่สนใจมาพัก เราก็มีโอกาสต้อนรับแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนที่มาพักที่บ้านดินของเรา

แล้วเป้าหมายของไทเกอร์ โปรเจคคืออะไรคะ

จริงๆ ก็อยากให้ชุมชนหรือว่าคนที่เราไปร่วมด้วยได้รับการเป็นที่รู้จักมียอดขายหรือว่ามีโอกาสดีๆ กลับมาหาเขา การที่น้านุชหยิบผ้าจากแต่ละที่มาก็อยากให้คนรู้จักและก็สามารถที่จะไปออเดอร์หรือไปทำงานร่วมกับเขา หรือคนหันมามองคุณค่าของชุมชนที่เราทำงานด้วยเพิ่มมากขึ้น อันนี้คือเป้าหมายของเราเลย แต่ถามว่าเราจะทำให้เขามีรายได้เยอะมากขึ้นขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองด้วยส่วนนึง แต่ว่าอย่างน้อยเราในฐานะที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ ทำงานมาเป็น 20 ปี เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะใช้ทักษะของเราในการที่เปิดประตูให้คนค่ะ

อยากให้ลองพูดถึงแบบอดีต ปัจจุบัน อนาคตของไทเกอร์ โปรเจคดู ว่าเป็นมายังไง แบบหมายถึงว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนบ้าง

ถามว่าเปลี่ยนแปลงไปทางไหนบ้าง ชัดเจนขึ้นค่ะ ตอนแรกน้านุชมาแบบจะสร้างบ้าน ปลูกข้าว จบแค่นั้นเลย พอเรามาอยู่ปุ๊บ ด้วยเราทิ้งบ้านเกิดไปนาน เราเพิ่งกลับมาได้สัก 5–6 ปี เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะขาดช่วงไป และเราก็เหมือนเป็นคนที่อาจจะแปลกหน้ากับชุมชน เพราะเราไม่ได้กลับมานาน เราไปอยู่ในกรุงเทพ พอเรากลับมาปุ๊บเราก็ต้องใช้เวลาในการที่จะ รู้จักเพื่อนบ้านในชุมชน รู้จักว่าชุมชนเรามีใคร มีอะไร สิ่งที่เราได้รับกลับมาระยะเวลา 5 ปี ที่เรามากลับอยู่คือ ความผูกพัน ความห่วงใยในชุมชน โดยเฉพาะในชนบทมันยังเหลือความผูกพันแบบนี้อยู่เยอะมาก ถ้าเทียบกับถ้าอยู่ในเมือง เพราะฉะนั้นเราก็จะค่อยๆ สะสม มองเห็นคุณค่าของบ้านเกิดตัวเองเยอะขึ้น กว้างขึ้น มีวัตถุดิบให้เราอยากจะหยิบขึ้นมาทำ หยิบขึ้นมาสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นทุกๆปี ก็จะเป็นเรื่องของการออกไปตามชุมชน ไปเจอวัตถุดิบของชุมชนที่น่าสนใจ ได้คุยกับชาวบ้าน ได้คุยว่าเขามีชีวิตยังไง เราทำงานอะไรกับเขาได้บ้าง ตอนนี้น้านุชค่อนข้างชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองทำแล้วก็มุ่งมั่นที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ

ในอนาคตคือมองเห็นทิศทางของโปรเจคเป็นยังไงบ้างคะ

ก็ยังคงทำไปเรื่อยๆ คือพอเป็นงาน Craft มันก็จะไม่ได้เป็นงานลักษณะของอุตสาหกรรมที่มันจะผลิตเยอะๆอยู่แล้ว เป้าหมายที่อยากได้ คือ อยากให้คนรู้จัก เห็นคุณค่าของงานในชุมชนแล้วก็การเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคนเมืองและคนในชนบท เราก็มักจะเห็นปัญหาหลายๆ อย่างของการโดนตัดตอนของชุมชนและเมือง ลองคิดดูว่า ถ้าเด็กๆในชุมชนเหล่าเสือโก้ก ถ้าเขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตในบ้านเกิดเขาได้ ดูแลคุณตาคุณยายคุณแม่เขาได้แล้วก็เข้าไปอยู่ในระบบเมือง ทำงานในเมืองทิ้งคนแก่ ทิ้งคุณแม่ไว้ มันขาดความอบอุ่นในครอบครัว แต่ถ้าเราสามารถที่จะสร้างบุคลากรเด็กๆ ให้เขารู้ว่าชุมชนเขามีดี ตัวเองอาจจะออกไปเรียนรู้หาประสบการณ์ได้เก่งๆ แต่อย่าลืมกลับมาพัฒนา เพราะว่าสิ่งที่ชนบทและชุมชนในต่างจังหวัดยังขาด คือ คนที่มีความรู้ความสามารถแล้วกลับมาช่วยชุมชนให้พัฒนาไปได้ ประเทศเราก็จะไม่เกิดความเหลื่อมล้ำที่แบบมีแต่คนเมืองที่เจริญ ในขณะที่ชนบทก็ยังเป็นแบบนั้น ลองสังเกตหลายๆ แบรนด์ มันเป็นแบรนด์ของคนเด็กคนรุ่นใหม่กลับไปอยู่บ้าน แม้กระทั่งถ้าดูร้านกาแฟในย่านเมืองเก่าอุบลหลายๆ ร้าน น้องๆ หลายคนคืออยู่กรุงเทพใช่ไหมคะ และเสร็จแล้วก็กลับมาอยู่บ้าน กลับมาพัฒนาธุรกิจของตัวเองในอุบล ซึ่งมันก็จะทำให้อุบลโตขึ้น

แล้วระหว่างทำโปรเจคนี้มีปัญหาอะไรบ้างไหมคะ

ปัญหาคือ บางทีชุมชนเวลาทำงานกับชุมชนเราต้องเข้าใจนิดนึงค่ะ ตอนแรกน้านุช อยากได้งานทอผ้า อยากได้ลายอะไรแปลกๆ หรืออยากให้เขาเปลี่ยน อย่างจักสานให้ออกมาเป็นอะไรที่มันแบบร่วมสมัย เขาทำไม่ได้ค่ะ เขาอายุเยอะมาก จนสกิลเขาไม่สามารถที่จะมาทำอะไรที่มัน Advance ขนาดนั้นได้ เขาก็จะทำในรูปแบบเดิมๆ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเปลี่ยนมุมมอง ว่าเราจะต่อยอดจากสิ่งที่เขาทำมาแล้วพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้าง และก็อีกเป้าหมายนึงคือเรื่องของ Funding คือก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่น้านุชทำมันไม่ได้จำนวนเยอะ เพราะฉะนั้นน้านุชก็ยังทำงาน Part time ในฝั่งที่เป็น เอเจนซี่ อยู่นะคะ เพื่อที่จะเอาเงินมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ฝั่งไทเกอร์ โปรเจค ให้สามารถตั้งต้นตั้งหลักแล้วก็มีอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองด้วย ซึ่งก็ค่อยๆ ขยับดีขึ้น เมื่อเราเป็นที่รู้จักเมื่อเราสามารถที่จะทำให้คนเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่เราทำ เราก็จะสามารถขายสินค้าที่มี Value ไม่ใช่ของถูกแต่เป็นของที่มีคุณค่า คนใช้รู้สึกภูมิใจ อันนี้เป็นสิ่งที่น้านุชหวัง และอีกเป้าหมายนึงก็คืออยากจะเอางานไปโชว์ในต่างประเทศ ก็มองไว้ว่าตัวผลิตภัณฑ์ในสายที่เป็นเครื่องประดับมีโอกาสพอเราออกผลิตภัณฑ์มาปุ๊บ เราก็จะเห็นแล้วแหละว่า Feedback ของผลิตภัณฑ์ออกมาดี แล้วก็ในช่วงเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาน้านุชก็มาทำนิทรรศการ ก็มีคนต่างชาติเข้ามาชมแล้วก็ชื่นชอบ ปีหน้านุชก็จะเริ่มมองโอกาสที่จะทำยังไงที่จะออกไปงานแฟร์ หรือแม้กระทั่งโอกาสที่จะไปกับกระทรวงหรือว่าองค์กรที่ทำในเรื่องของการส่งออก เพื่อที่เราจะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เราไปยังตลาดต่างประเทศ อันนี้ก็เป็นอีกก้าวที่อยากจะก้าวออกไปค่ะ

สุดท้ายแล้วค่ะ มีอะไรอยากฝากถึงผู้อ่านไหมคะ

อยากเชิญชวนน้องๆ คนรุ่นใหม่ น้านุชก็ทำงานเอเจนซี่และก็ยังทำงานกับน้องๆคนรุ่นใหม่ ซึ่งเพิ่งจบมา เค้าเร็วมากมีความคิดความอ่าน และก็ที่สำคัญนะคะ คือ มีสำนึกต่อโลกในฐานะพลเมืองของโลกที่ดีมากๆ รุ่นก่อนๆ จะสนใจเรื่องของการหาเงิน สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง แต่น้องๆ รุ่น Generation Z หรือเพิ่งจบ จะใส่ใจเรื่องเกี่ยวกับสังคม เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องของการช่วยเหลือคนอื่น ซึ่งมันอาจจะเกิดจากกระแสของโซเซียลมีเดีย หรืออะไรอย่างเงี้ยค่ะ อยากให้ใช้ความสามารถของตัวเอง ซึ่งจะดีมากกว่ารุ่นก่อนๆเยอะมากอยู่แล้วนะคะ

ออกไปเจอโลกเสร็จแล้ว กลับมามองบ้านที่เกิดมาว่ามีอะไรที่เราทำอะไรได้บ้าง เราจะรู้สึกเติมเต็มในหัวใจของเราที่เราทำงานได้เงิน แต่ขณะเดียวกันเราก็ได้คืนสิ่งดีๆให้สังคมและชุมชนของเราด้วย

คัดลอกจากบทสัมภาษณ์ โดย Sirimata Muangcharoen

Leave a Reply